grassroot-699x230

เศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยจะเป็นได้แค่ฝันหวาน หากไม่สามารถเข้าถึงรากทางวัฒนธรรมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มสู่ความแตกต่างที่ยั่งยืนได้

เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) กำลังเป็นที่สนใจของประเทศไทยทั้งภาครัฐและเอกชน เห็นได้จากมีนโยบายรัฐ องค์กรต่างๆ นักธุรกิจ และแม้แต่ศิลปินหรือผู้สร้างสรรค์สื่อต่างๆออกมาพูดในประเด็นดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความ รู้ (สบร. – OKMD) มีนโยบายด้านนี้อย่างชัดเจน มีการจัด Creative Economy Forum อีกทั้งองค์กรลูกเช่น TCDC ได้มีการจัดประชุม จัดนิทรรศการที่นำมาจากต่างประเทศและในประเทศมากมายเกี่ยวกับประเด็นนี้ องค์กรมากมายกำลังจัดประกวดงานสร้างสรรค์มากมาย คนไทยกำลังคิดว่าทางออกหนึ่งของประเทศน่าจะเป็นการสร้างฐานเศรษฐกิจอันเกิดจากงานสร้างสรรค์ที่หลากหลาย โดยเฉพาะสื่อต่างๆ และยังขยายวงไปถึงวงการออกแบบที่หลากหลายตั้งแต่แฟชั่นไปจนถึงออกแบบเฟอร์นิเจอร์ ฯลฯ ประเทศเช่นเกาหลี ญี่ปุ่น อิตาลี และฝรั่งเศส กำลังเป็นแนวทางที่หลายๆคนฝันใฝ่ว่าเมืองไทยน่าจะมั่นใจไปในทิศทางนี้

แต่สภาพความเป็นจริงของสถานะเมืองไทยเกี่ยวกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์นั้นยังน่าเศร้าอยู่มาก นิยามของเศรษฐกิจสร้างสรรค์นั้นองค์กรระดับโลกจำนวนมากให้ความหมายไปในทิศทางของเศรษฐกิจที่สามารถผลิตสินค้าต่างๆที่เป็นลิขสิทธิ์ทางปัญญา (Intellectual property right) ในวงการต่างๆโดยเฉพาะในส่วนของสื่อ ศิลปะ และการออกแบบ โดยการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์นั้นมักมองความสำเร็จไปที่ความสามารถจะส่งออกความสร้างสรรค์เหล่านี้ไปยังต่อประเทศได้อย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ

แต่ประเทศไทยนั้นแม้จะมีภาพยนต์และผลงานการออกแบบต่างๆที่เป็นที่ยอมรับในระดับโลก หรือภูมิภาคอยู่บ้างนั้น แต่ก็ยังมีอยู่น้อยมาก จนแทบจะเรียกได้ว่างานต่างๆที่ได้รางวัลหรือขายได้ในระดับโลกนั้นเกิดขึ้นเป็นส่วนน้อยจนน่าใจหาย และยังเป็นผลงานที่มีลักษณะเฉพาะกลุ่มมากๆ เช่น ภาพยนต์เชิงศิลปะเพียงไม่กี่เรื่อง ซึ่งยากต่อการขยายผลไปทั่วโลกเพื่อให้ได้มูลค่าทางเศรษฐกิจที่จะเป็นแรงสำคัญของประเทศได้ ขณะที่ภาพยนต์ส่วนใหญ่ที่ผลิตในประเทศนั้นก็ยังอยู่ในวังวนของการนำคณะตลกต่างๆมาขึ้นจอ สร้างเป็นภาพยนต์ เน้นตลกที่ยากต่อความเข้าใจของคนนอกประเทศ (อาจยกเว้นประเทศลาวซึ่งเข้าใจภาษาและวัฒนธรรมไทยเป็นอย่างดี) หรือไม่เช่นนั้นก็เน้นผี เซ็กซ์ และความรุนแรง ในลักษณะที่ไม่ได้มีความละเอียดหรือลึกซึ้งในทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่า ความแตกต่างมากพอและร่วมสมัยพอที่จะส่งออกไปขายได้อย่างกว้างขวาง ซ้ำร้ายเมื่อภาครัฐพยายามมีมาตรการจัดระดับความเหมาะสมของสื่อโทรทัศน์เพื่อดูแลเด็กเยาวชนไม่ให้ได้รับสื่อเสี่ยงก่อนที่จะมีภูมิคุ้มกันพอ ซึ่งเป็นแนวทางที่ทั่วโลกยอมรับไม่ว่าจะเป็นอังกฤษหรืออเมริกาก็ตาม บรรดาผู้ผลิตละครต่างๆก็พยายามทุกวิถีทางที่จะต่อต้าน เพราะกลัวว่าช่วงเวลาที่ปกติมีละครนั้นจะถูกกำหนดไม่ให้รุนแรงนั้น ก็จะไม่สามารถใช้วิธีขายความรุนแรง ขายนม ที่ทำกันง่ายๆได้อีกต่อไป

picture-25ในที่สุดการจัดระดับความเหมาะสมของสื่อโทรทัศน์แม้จะขึ้นเครื่องหมายอยู่ทุกวันแล้ว (เช่น ท ฉ ฯลฯ) แต่ในทางปฏิบัติก็แทบไม่ต่างอะไรจากเดิมอีกต่อไปเพราะมาตรฐานของกรมประชาสัมพันธ์นั้นไม่ได้มีความจริงจังอะไร ซึ่งย่อมจะทำให้วงการละครของไทยไม่สามารถพัฒนาไปให้มีความสามารถที่จะแข่งขันผลิตละครคุณภาพที่ขายเนื้อหาที่สนุกสนาน เช่นละครญี่ปุ่นหรือละครเกาหลีได้ เพราะหากช่องใดพยามยามทำละครคุณภาพ อีกช่องหนึ่งไม่ทำแต่ขายความรุนแรงและนมเหมือนเดิม ก็ย่อมจะมีความเสี่ยงที่คนทั่วไปก็จะเสพย์ติดความรุนแรง การตบตี และนมอยู่เช่นเดิม กติกาของภาครัฐที่จะทำให้ตลาดต้องแข่งขันกันบนฐานของคุณภาพก็เป็นหมันไปในที่สุด เศรษฐกิจสร้างสรรค์ในวงการละครย่อมไม่มีทางเกิดได้อย่างเป็นระบบ

ผลงานด้านอื่นๆก็ยังไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควรแม้ในประเทศไทยเอง ไม่ว่าจะเป็นในวงการวรรณกรรม ศิลปะ และการออกแบบ

หากมองความสำเร็จของประเทศอื่นๆในการพัฒนาเศรษฐกิจที่สร้างสรรค์ มักจะมีอย่างน้อยสองประเด็นสำคัญ

ประเด็นแรกคือการบริโภคทางวัฒนธรรมในประเทศต้องมีพัฒนาการพอสมควร สามารถรองรับผลงานสร้างสรรค์ที่มีความพิเศษแตกต่าง มีบริบททางวัฒนธรรมที่ลึกซึ้งและมีเนื้อหาที่มีคุณค่าน่าติดตามได้พอสมควร (คล้ายแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง กล่าวคือต้องบริโภคเองได้ด้วยพอสมควร ไม่ใช่หวังพึ่งต่างประเทศเท่านั้น จึงจะทำให้ผู้สร้างสรรค์ผลงานเหล่านั้นอยู่ได้ด้วย) ซึ่งในประเทศไทย ตลาดของไทยยังแทบไม่สามารถรับสินค้าทางวัฒนธรรมที่มีเนื้อหาคุณภาพและลึกซึ้งได้เลย กลุ่มการบริโภคที่มีอยู่ก็เล็กเสียจนยากต่อการที่จะเป็นแจงจูงใจให้ใครมาผลิตสินค้าทางวัฒนธรรมเหล่านี้ออกมา

ประเด็นที่สองก็คือการที่สินค้าที่สร้างสรรค์เหล่านี้มักจะเกิดจากรากฐานทางวัฒนธรรมที่ลึกซึ้งพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นสินค้าทางวัฒนธรรมจากอิตาลี ฝรั่งเศส เกาหลี หรือญี่ปุ่น ต่างก็มีมิติบริบททางวัฒนธรรมที่นำมาพัฒนาให้ร่วมสมัยอยู่พอสมควร แม้กระแสวัฒนธรรมเกาหลีจะแรง แต่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ของญี่ปุ่นนั้นแข็งแรงกว่ามากนักโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งความสนับสนุนจากภาครัฐมากมากดังในเกาหลี แต่เน้นคุณภาพและความพิเศษทางวัฒนธรรมเป็นจุดขาย ไม่ว่าจะเป็นสื่อเช่น การ์ตูน เพลง ภาพยนต์ และวรรณกรรม ล้วนแล้วแต่มีรากฐานความแตกต่างมาจากวัฒนธรรมญี่ปุ่นทั้งวัฒนธรรมดั้งเดิมและวัฒนธรรมเมืองทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการ์ตูนโดราเอมอนหรือแม้แต่โตโตโร (my best friend TOTORO) ซึ่งมีความเป็นญี่ปุ่นอย่างมากที่ผสมผสานวัฒนธรรมดั้งเดิม (เรื่องเล่า ตำนานต่างๆ) วัฒนธรรมเมืองร่วมสมัย (ชีวิตครอบครัวแบบญี่ปุ่น) ฯลฯ หรือแม้แต่ในวงการออกแบบของญี่ปุ่นนั้นมีรากทางวัฒนธรรมอยู่มากและสามารถนำมาปรับให้เข้ากับยุคสมัยจนเป็นที่ต้องการไปทั่วโลก

muji-store-opening-in-soho-708208
เช่นร้าน MUJI ที่ขายสินค้าต่างๆที่มีการออกแบบสมัยใหม่ เรียบง่าย และมีความเป็นธรรมชาติ ซึ่งแตกต่างกับการออกแบบสมัยใหม่ของตะวันตก (modernism) เป็นอย่างมาก ซึ่งล้วนตั้งอยู่บนแนวคิดและปรัชญาการออกแบบที่รากฐานมาจากศาสนาเซน และชินโต ซึ่งเน้นความเรียบง่าย ความว่าง กำจัดทุกสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป แต่ยังคงเชื่อมโยงดื่มดำกับความเป็นธรรมชาติ ให้ความรู้สึกสงบอันเบิกบาน ซึ่งเป็นหลักการออกแบบที่เรียกว่าวะบิซาบิซึ่งไหลหลั่งไปยังทุกมิติทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่นไม่ว่าจะเป็นการออกแบบบ้าน สินค้า พิธีชงชาเขียว ละครโน๊ะ เป็นต้น ซึ่งทำให้สินค้าที่รากฐานทางวัฒนธรรมอย่าง MUJI นั้นมีความแตกต่างและเป็นที่ต้องการไปทั่วโลก

ถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่ประเทศไทยควรมุ่งเน้นที่จะทำให้คนรุ่นใหม่ซึ่งเป็นกลุ่มหลักที่จะสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์สามารถเข้าถึงรากฐานทางวัฒนธรรมของตัวเองได้โดยง่าย และสามารถนำมาปรับใช้สร้างมูลค่าเพิ่มจนกลายเป็นสินค้าทางวัฒนธรรมที่เป็นที่ต้องการของโลก แบรนด์ความเป็นไทยนั้นแท้จริงเป็นแต้มต่ออยู่แล้วในโลกตะวันตกเพราะมีความนิยมวัฒนธรรมไทยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ดังนั้นการศึกษา กิจกรรม และการเข้าถึงเนื้อหาทางวัฒนธรรมที่หลากหลายและแตกต่างในประเทศจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นและสำคัญอย่างมาก ในหลายประเทศ เนื้อหาทางวัฒนธรรมทั้งหลายนั้นสามารถเข้าถึงได้โดยง่ายผ่านห้องสมุดดิจิตอลซึ่งในประเทศไทยยังอยู่ในขั้นเริ่มต้นเท่านั้น

กิจกรรมส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชนจึงควรตั้งอยู่บนการใช้รากฐานทางวัฒนธรรมให้กลายเป็นความสามารถในการแข่งขันระยะยาวของชาติ นายทุนในเศรษฐกิจสร้างสรรค์ควรจะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในโครงการสร้างสื่อต่างๆที่มีรากทางวัฒนธรรมและมีคุณภาพพอที่จะขายได้เพื่อความสามารถในการแข่งขันและผลตอบแทนในระยะกลางถึงยาว (เพราะการลงทุนสร้างสินค้าทางวัฒนธรรมแบบประชานิยม เช่น หนังตลกนั้นแม้อาจได้กำไรระยะสั้นแต่ก็ไม่นำไปสู่ความสามารถในการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นของประเทศและธุรกิจเองในระดับระหว่างประเทศ) ภาคธุรกิจจำเป็นต้องลงทุนให้การศึกษาในการบริโภคสื่อวัฒนธรรมคุณภาพกับสังคมไทย และต้องยอมรอพอสมควรก่อนที่จะนำไปสู่ผลกำไร ซึ่งก็จะเป็นการสร้างตลาดในประเทศที่สามารถบริโภควัฒนธรรมที่มีรากและมีคุณภาพได้ ซึ่งย่อมเป็นรากฐานที่สำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ก่อนที่จะนำไปสู่การส่งออกในระยะต่อไป

สิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งก็การที่คนไทยในวงการเศรษฐกิจสร้างสรรค์และผู้คนทั่วไปต้องเลิกดูถูกหรือแม้แต่รังเกียจรากวัฒนธรรมเราเอง เลิกควานหาความไฮโซในเมืองนอกแต่อย่างเดียว ไม่อย่างนั้นเราจะกลายเป็นเหมือนวิญญาณเร่ร่อน เป็นผีไม่มีศาล เพราะมัวแต่ไม่ยอมรับรากเหง้าตัวเอง หลงทางอยู่หน้าบ้านตัวเองอยู่ตลอดกาล

การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์นั้นเป็นงานระยะยาว ต้องเริ่มจากความรู้ความเข้าใจรากทางวัฒนธรรม การสร้างงานที่มีคุณภาพ การสร้างตลาดในประเทศที่จะรองรับได้ และสุดท้ายจึงจะนำมาซึ่งการส่งออกทางวัฒนธรรม หากสำเร็จจะสร้างความแตกต่างที่ยั้งยืนที่จะส่งผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ยากที่ต่างชาติจะเลียนแบบได้ และยังส่งผลต่อคุณภาพประชากร และความมีศักดิศรีของคนไทยทั้งต่อตนเองและต่อโลกอีกด้วย

8 thoughts on “ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ไร้ราก ”

  1. absolutely agree–
    ความเป็นไทยมีรากเดิมที่ดี มีความเป็นตัวเองที่แตกต่างจากเพื่อนบ้านและวัฒนธรรมตะวันตก
    น่าจะกลับมาดู และพัฒนาให้มีชีวิตต่อ ความเป็นไทยถึงแม้จะไม่ยาวนานเป็นพันปีแบบจีนแบบญี่ปุ่น แต่ก็มองเห็นได้ในขีวิตประจำวัน ในสิ่งของที่ใช้ประจำวัน ไม่รู้ว่าทุกวันนี้ยังเหลือให้มองแค่ไหนในกรุงเทพ ต้องไปนั่งพิจารณาของเก่า และชีวิตนอกกรุงเทพกระมัง

  2. absolutely agree–
    ความเป็นไทยมีรากเดิมที่ดี มีความเป็นตัวเองที่แตกต่างจากเพื่อนบ้านและวัฒนธรรมตะวันตก
    น่าจะกลับมาดู และพัฒนาให้มีชีวิตต่อ ความเป็นไทยถึงแม้จะไม่ยาวนานเป็นพันปีแบบจีนแบบญี่ปุ่น แต่ก็มองเห็นได้ในขีวิตประจำวัน ในสิ่งของที่ใช้ประจำวัน ไม่รู้ว่าทุกวันนี้ยังเหลือให้มองแค่ไหนในกรุงเทพ ต้องไปนั่งพิจารณาของเก่า และชีวิตนอกกรุงเทพกระมัง น่าแปลกใจที่คนต่างชาติมองเห็นวัฒนธรรมไทย ศิลปะของไทยได้ดีกว่าและชื่นชม เชื่อว่าหากตั้งใจที่จะสร้างกันต่ออย่างจริงจังแล้ว ความเป็นไทยเอาไปใช้ได้ในงานต่างๆ เหมือนจีน เหมือนญี่ปุ่นได้แน่ๆ

  3. อืม… จริงๆแล้วคนแถวๆเมืองไทยก็มีวัฒนธรรมที่มีรากเกินพันปีนะครับ เช่นที่ลำพูนที่ค่อยๆกลายมาเป็นวัฒนธรรมยุคสุโขทัยในภายหลังแล้วต่อมาเรื่อยๆเป็นสยาม แต่มองไกลกว่านั้นก็คือไทยเป็นที่หลอมรวมสองสายวัฒนธรรมเก่าคือจีนกับอินเดียซึ่งกลายเป็นวัฒนธรรมไทยที่ค่อนข้างพิเศษเห็นได้จากอาหารไทยเป็นต้นครับ

  4. กระจ่างแจ้ง !!!

    ขอเพิ่มเติมว่า Creative Economy ไม่จำเป็นต้องหมายถึง ภาพยนตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม เพียงอย่างเดียว

    แต่รวมไปถึง “การเพิ่มมูลค่า” ให้กับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมธรรมดา ให้มีคุณค่าสูงส่งขึ้น

    พูดง่ายๆ คือ “ความคิดสร้างสรรค์” สามารถใส่เข้าไปได้ในทุกเรื่องราวของชีวิต

    ในตลาดภาพยนตร์ และสินค้าแบรนด์เนม ก็ยังมีช่องว่างให้พัฒนาอีกพอสมควร แต่ผมคิดว่า “ไทย” จะต้องตามคนอื่นอีกหลายขุม ดังนั้น จึงไม่ใช่ “จุดแข็ง” ของเราอย่างแท้จริง

    แต่สิ่งหนึ่งที่ “ไทย” โดดเด่นกว่าชาติอื่น คือ “จิตใจบริการ” ดังนั้น อุตสาหกรรมที่น่าจะสร้างสรรค์โดดเด่นของไทย คือ การท่องเที่ยว

    หากทว่า การท่องเที่ยวในปัจจุบัน ก็ยังติดในกรอบเดิมๆ ไม่ค่อยมีการเพิ่มมูลค่าให้กับ “ประสบการณ์” ของผู้บริโภค หรือหากพยายามเพิ่มก็จะเป็นแบบ “โรงแรมหรู ริมหาดสวย” ซึ่งไม่ได้มีความสร้างสรรค์ที่แตกต่างอันใดกับต่างประเทศ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง Home Stay ที่ไม่พยายามปรับตัวเข้าหาลูกค้า มุ่งแต่ให้ลูกค้าปรับตัวเข้ามาแต่อย่างเดียว แน่นอนว่า ลูกค้าย่อมยินดีที่จะสัมผัสอารมรณ์ ความรู้สึก และบริบทของคนไทยอย่างที่มันเป็น แต่ก็คงไม่ต้องการสัมผัสในทุกส่วน หากต้องการเฉพาะส่วนที่จะเติมเต็มอารมณ์ความรู้สึกของเขาให้ไปถึงจุดสูงสุด

    คล้ายๆกับอาหารญี่ปุ่น ที่เมื่อนำมาขายให้คนไทย ก็ต้องมีการปรับรสชาติให้ถูกปากคนไทย ไม่ใช่คิดเอาเองว่า คนไทยประสงค์สัมผัสอาหารญี่ปุ่นแท้ โดยไม่มีสิ่งใดเจือปน แต่ความจริงแล้ว คนไทยต้องการสัมผัสอาหารและบรรยากาศญี่ปุ่นที่สอดคล้องกับรสนิยมคนไทย

    ผมเห็นด้วยกับผู้เขียน ที่ยึดกุมประเด็นได้ชัดเจนว่า “วัฒนธรรมไทย” มีความน่าสนใจเป็นทุนเดิม เราไม่ควรละทิ้ง แต่ควรเริ่มสร้างสรรค์จากจุดนี้

    น่าเสียดายที่ในเมืองไทยส่วนใหญ่ จะมีแนวคิดแบบสุดขั้ว คือ
    1. เห่อตามฝรั่ง แต่หารู้ไม่ว่า ถ้ามัวแต่ตามเขาก็ไม่มีวันชนะ และในทางการแข่งขันแล้ว การตาม ก็คือ ไม่แตกต่าง เมื่อไม่แตกต่างจะชนะและดึงดูดผู้บริโภคได้อย่างไร

    2. วัฒนธรรมไทยประเสริฐสุด
    พวกนี้แสบที่สุด คือ ไม่มองโลกภายนอกเลย ปิดตัวเอง ไม่ยอมนำข้อดีของประเทศอื่น มาผสมเข้าไปในวัฒนธรรมของเรา

    และปัญหาของคนกลุ่มนี้ คือ พยายามจะ “อนุรักษ์” วัฒนธรรมไว้ในรูปแบบเดิม ไม่ยอมให้เปลี่ยนแปลง

    โดยไม่เข้าใจว่า “วัฒนธรรม” เป็นเรื่องพลวัต เป็นเรื่องที่ต้องเติบโต ดังนั้น การดัดแปลงอย่างเหมาะสม โดยผสมวัฒนธรรมอื่นเข้ามา โดยดัดแปลงให้เข้ากับบริบทของยุคสมัย จะช่วยทำให้วัฒนธรรมไทย เข้มแข็ง มีพลัง และโดดเด่นสร้างสรรค์

    ขอทิ้งท้ายไว้ว่า “จุดแข็ง” ของคนไทย คือ ความอ่อนโยน ความสนุกสนาน ทำให้คนที่อยู่ใกล้สบายใจ เกิดความสุขอย่างลึกล้ำ

    แม้แต่ญี่ปุ่นที่เป็นชาติตะวันออกด้วยกันก็สู้ไม่ได้ “ศิลปะ” ญี่ปุ่น อาจจะสวยงาม อาจจะสงบเบิกบาน แต่มันก็แฝงไว้ด้วยความเปลี่ยวเหงา

    ไม่ใช่ว่า วัฒนธรรมญี่ปุ่น จีน เกาหลี ฝรั่ง อินเดีย จะด้อยกว่าเรา ทุกวัฒนธรรมมีทั้งจุดแข็งและอ่อน เพียงแต่เราต้องขบให้แตกว่า “จุดแข็ง” ของเราคืออะไร และนำมาปรับปรุงพัฒนาสร้างสรรค์ ให้สินค้าของเราสร้าง “คุณภาพความแตกต่าง” ให้กับผู้บริโภค

    ขอบคุณเจ้าของบทความ ที่ช่วยชี้ทางสว่างให้กับเมืองไทย ไม่เช่นนั้นก็อาจจะหลงวนในเขาวงกตและทำอะไรแบบผิวเผินล้มเหลว เหมือนในอดีต

    “เชื่อมั่นประเทศไทย” นะครับ 555

  5. Pingback: HERBERT

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s