#fakeHistory

#ประวัติศาสตร์ลวงโหดกว่าข่าวลวง

สาเหตุหนึ่งที่เด็กไม่ค่อยรู้เรื่องนาซี จนเป็นดรามาเรื่อยๆ นอกจากว่าเด็กอาจไม่อ่านไม่จำวิชาประวัติศาสตร์เองแล้ว ก็อาจเป็นเพราะตำราและชุดความรู้ทางประวัติศาสตร์ที่เรียนๆกันมาหรือที่ครูเล่าให้ฟังของไทยตกทอดมาจากยุคฟาสซิสต์ ซึ่งคนร่างแต่เดิมก็อยู่ฝ่ายนาซีมาก่อน ยังเป็นอุดมการณ์ชาตินิยมเสริมแต่งที่แทบไม่ได้แก้อะไรในเชิงหลักการหรือมุมมอง เน้นมหาบุรุษ มหาสตรี มหาผู้นำ จากพระสุริโยทัยหรือบางระจันถึงย่าโม ไม่เคยเน้นการต่อสู้ของประชาชนตั้งแต่ 2475 ถึงตุลาเลือด พฤษภาทมิฬ เพื่อนบ้านแย่หมด จากสุโขทัยมาอยุธยามารัตนโกสินทร์ต่อเนื่องเป็นเหมือนอาณาจักรเดียว ทั้งๆที่ทั้งเหนือ อีสาน ใต้ เขามีอาณาจักรเขาเองที่อยู่ใต้อำนาจของสยาม เพิ่งมายึดยุบรวมร้อยกว่าปีนี้เอง แถมยังออกแนวผสมปนเปหลักความเชื่อทางศาสนาเข้าไปแทรกในเรื่องราวอีก

คือประวัติศาสตร์ที่เราเรียนกันมันไม่ได้เน้นให้เข้าใจเหตุผลที่ขับเคลื่อนสถานการณ์แต่ละช่วงว่าทำไมอย่างไรเหมือนการสอนประวัติศาสตร์ในโรงเรียนของประเทศสมัยใหม่ทั้งหลาย เราเน้นท่องจำประวัติศาสตร์ที่มีความจริงอยู่บ้างแต่เรื่องราวถูกสร้างให้เป็นส่วนหนึ่งของการโฆษณาชวนเชื่อของรัฐ (state propaganda) ที่สายหลักยังยึดโยงกับแนวกรมพระยาดำรงฯที่หวังผลทางการเมืองการปกครองเป็นหลัก ดังนั้นแนวการเรียนประวัติศาสตร์จึงเป็นแนวท่องจำเก่งได้ไม่ต้องคิด

คนมีการศึกษาจึงกลายเป็นกลุ่มคนที่ถูกล้างสมองต่อเนื่องมาอย่างไม่รู้ตัว จึงเชื่อในพระเอกขี่ม้าขาว เชื่อผู้นำ ผู้ดีคนดีที่เป็นชนชั้นนำ ไม่เชื่อในประชาชน ไม่รับรู้ว่าความก้าวหน้าของบ้านเมืองมาจากการทำงานของประชาชนจากการปกครองที่ถ่วงดุลกันได้ เมื่อคิดเช่นนี้จึงยอมให้กลายเป็นประเทศที่รัฐประหารบ่อยที่สุดแห่งหนึ่งของโลกโดยทหารที่มีอุดมการณ์รวมศูนย์อำนาจและอนุรักษนิยมสุดขั้ว

ถ้าการเรียนรู้อดีตของตนเพื่อเข้าใจตนเอง และได้บทเรียนจากสิ่งที่พลาดหรือทำสำเร็จอันนำไปสู่การตัดสินใจที่ดีในอนาคตแล้วนั้น ก็อาจต้องชำระประวัติศาสตร์ที่เด็กเรียนให้พ้นอุดมการณ์ฟาสซิสต์ที่เป็นผีดิบไม่ไปผุดไปเกิดและรั้งผู้คนไว้ไม่ให้ก้าวไปสู่อนาคตบนฐานความจริงเสียที

ถ้าเด็กสามารถคิดตั้งคำถามกับประวัติศาสตร์ได้ว่าคืออะไร ทำไม ยังไง บทเรียนจากแต่ละเหตุการณ์คืออะไร ก็คงทำให้เรียนสนุกขึ้น เพราะสามารถเทียบประวัติศาสตร์กับปัจจุบันได้เสมอ นาซีคือตัวอย่างของอะไร มันเกิดขึ้นยังไง นำไปสู่อะไร เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ไทยไหม แล้วบทเรียนสำหรับปัจจุบันกับระบอบการปกครองเราคืออะไร ถ้าเด็กๆค่อยๆคิดแล้วประวัติศาสตร์ในปัจจุบันก็อาจจะเปลี่ยนไป

สิ่งที่เลวร้ายกว่า #ข่าวลวง ก็คือ #ประวัติศาสตร์ลวง

เครือข่ายนักเรียนทุนเพื่ออภิวัฒน์สังคม?

ได้คุยกับคุณแดงที่อโชก้าเรืื่องเครือข่ายนักเรียนทุนรัฐบาล ซึ่งปีๆหนึ่งมีอยู่ประมาณ 50-60 คน   แล้วก็มีซัก 20 คนที่ค่อนข้างสนใจอย่างมาก อยากมีส่วนร่วมในการกลับมาพัฒนาให้สังคมไทยดีขึ้น  โจทย์ก็คือจะทำอย่างไรถึงจะเชื่อมโยงนักเรียนกลุ่มนี้เข้ากับสถานการณ์บ้านเมืองและชุมชนของไทย และต่อเชื่อมพวกเขากับเครือข่ายคนที่สนใจเรื่องพวกนี้ได้

ไม่อย่างนั้นพอพวกเขาเรียนเสร็จก็อาจจะเสียโอกาสดีๆไป  หรือบ่อยครั้งที่พวกเขากลัวว่าจะโดนระบบกลืนอุดมคติที่เขามีอยู่ตอนนี้ไป

ผมก็เลยเสนอว่าน่าจะลองจัดคล้ายๆค่ายเรียนรู้เคลื่อนที่ (mobile bootcamp) ตอนที่่พวกนี้กลับเมืองไทย ซักไม่เกิน 2 อาทิตย์ โดยเป็นลักษณะการไปพูดคุยกับคนที่ทำอะไรได้เรื่องในหลายๆวงการที่มีผลต่อสังคม ไม่ว่าจะเป็นจากฝ่ายราชการ technocrat องค์การพัฒนาเอกชน กลุ่มนักศึกษา กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง กลุ่มชาวบ้าน ฯลฯ  โดยเน้นให้พวกเขาได้เปิดโลกแห่งความเป็นจริงให้เขาสามารถไปศึกษาต่อในเชิงทฤษฎีได้เมื่อกลับไป   ทำให้ติดดินขึ้น  และสร้างให้เกิดความเชื่อมโยง (connection) กับกลุ่มๆต่างๆเอาไว้ เมื่อเขากลับกันมาที่เมืองไทยในที่สุดจะได้มีเครือข่ายและเข้าใจสถานการณ์

นอกจากนี้ก็คิดว่าน่าจะมี seed fund หรือการสนับสนุนการทำ proposal เพื่อให้พวกเขาช่วยกันคิดเมื่อได้เห็นได้คุยกับผู้คนต่างๆแล้ว ว่าพวกเขาจะทำอะไรที่จะเกิดประโยชน์จริงๆ จะได้ไม่ได้เป็นการเรียนรู้แบบเชิงรับ แต่คิดให้รุกด้วย  จะได้สามารถทำอะไรได้ต่อเนื่องขึ้น

ที่น่าสนใจก็คือพวกผมที่ TRN ก็เพิ่งคุยเรื่องว่าเราจะไปสร้างเครือข่ายของนักเรียนทุนของรัฐบาลได้อย่างไร  เพราะพวกนี้น่าจะเก่งพอและสามารถทำประโยชน์ได้เยอะหากเชื่อมโยงกับกลุ่มความสนใจต่างๆที่เหมาะสมและมีทรัพยากรสนับสนุน  คล้ายๆกับที่ Open Society Institute ทำอยู่ในยุโรปตะวันออก

จริงๆแล้วการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญๆของไทยก็เกิดจากนักเรียนทุน  เช่นแม้แต่คณะราษฎรนั้นส่วนสำคัญก็เกิดจากแนวคิดของกลุ่มนักเรียนทุนรัฐบาลไทยในสมัยนั้น จนนำไปสู่การอภิวัฒน์ได้ในที่สุด บางทีนี้อาจจะเป็นอีกโอกาสหนึ่งที่คนรุ่นใหม่จะมีบทบาทเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้ดีขึ้นได้ และเป็นบ่อเกิดของนวัตกรรมทางสังคม  เรายินดีสนับสนุนเต็มที่ครับ

บทเรียนจากฮันนิบาลแห่งคาร์เธจ และการเมืองไทย

หลังจากได้ดู DVD หนังสารคดี BBC เรื่องของฮันนิบาล บากา แห่งอาณาจักรคาร์เธจ (B2S ร้อยกว่าบาทเอง!)   ผู้ซึ่งเกือบจะสามารถพิชิตสาธารณรัฐโรมัน (The Roman Republic) ได้ในช่วงราวสองร้อยปีก่อนคริสตกาล แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้นั้นทำให้ได้บทเรียนสำคัญหนึ่งอย่างคือ “ชัยชนะจะต้องเกิดขึ้นอย่างเด็ดขาดถึงที่สุด”

เรื่องมีอยู่ว่าฮันนิบาลสาบาญว่าจะเป็นศัตรูของโรม และแค้นที่โรมมาย่ำยีอาณาจักรคาร์เธจของตน (ซึ่งอยู่ที่ Tunisia ปัจจุบัน) จนต้องถอยร่นไปตั้งใหม่แถวสเปน และต้องใช้เวลากว่า 50 ปีถึงจะพื้นอำนาจความแข็งแรงขึ้นมาได้   ฮันนิบาลได้นำทัพราว 50,000 คนบุกโรมในลักษณะที่ไม่มีใครคิดมาก่อนว่าจะทำได้ ก็คือการเดินทางบกข้ามหุบเขา Alps ซึ่งสูงและเต็มไปด้วยหิมะ ยากต่อการผ่านทางได้

แต่สุดท้ายก็ทำได้และสามารถนำเอาชนเผ่าต่างๆที่อยากจะต่อต้านโรมอยู่แล้วมารวมกัน สามารถชนะการต่อสู้ถึงสามครั้งในพื้นที่ของโรมันเอง ด้วยแนวการทำศึกแบบทำสิ่งที่ศัตรูคาดเดาไม่ได้หรือไม่คิดว่าเราจะทำ ทหารโรมันเสียชีวิตจากการพ่ายแพ้นับแสนคน ในที่สุดก็มีโอกาสที่จะเข้ายึดเมืองหลวงของโรมได้ โรมอยู่ในช่วงที่ตกต่ำที่สุดและพร้อมจะล่มสลายได้ในทันที

แต่ฮันนิบาลก็เกิดธรรมะธรรมโมขึ้นมาว่าตามหลักการสงครามในสมัยนั้นโรมจะต้องยอมแพ้เองแล้ว  และคิดว่าคาร์เธจไม่ใช่คนป่าที่จะเข้ายึดทำลายเมืองหลวงของคนอื่นจนราบคาบ  ฮันนิบาลก็เลยรออยู่นอกเมืองเพื่อให้โรมยอมแพ้ แต่โรมไม่ยอมแพ้ และแม้โรมจะอ่อนแอมาก แต่ก็ค่อยๆสร้างขุมกำลัง ในขณะที่ทหารของฮันนิบาลอ่อนแอลงเรื่อยๆ ในที่สุดฮันนิบาลก็ส่งคนไปขอกำลังทหารเพิ่มจากคาร์เธจแต่ก็แพ้อำนาจการเมืองจากศัตรูทางการเมืองของตนในคาร์เธจเองจึงไม่ได้กำลังเสริม

ในขณะที่โรมเองก็เรียนรู้วิธีรบแบบฮันนิบาลและส่งคนไปตีคาร์เธจ  และการเมืองในคาร์เธจเองก็โง่บ้าพอที่จะไม่ยอมเรียกฮันนิบาลกลับไปช่วยรบ  ฮันนิบาลก็จึงทำอะไรไม่ได้นอกจากตรึงกำลังไว้ใกล้ๆโรม  จนในที่สุดสถานการณ์วิกฤตจนคาร์เธจต้องเรียกฮันนิบาลกลับ แต่ก็ช้าเกินไป แม้ฮันนิบาลเองก็รบแพ้ด้วยความไม่พร้อมหลายๆเรื่องและการที่แม่ทัพแห่งโรมได้ใช้ยุทธศาสตร์แบบเดียวกับที่ฮันนิบาลใช้มาตีคาร์เธจเอง  เขาต้องหนีไปเรื่อยๆจนในที่สุดก็ต้องฆ่าตัวตายก่อนที่ทหารโรมันจะจับเขาได้ในอีกสิบห้าปีต่อมา

การตัดสินใจผิดพลาดที่ไม่เข้ายึดโรมด้วยเหตุผลทางจริยธรรมและระเบียบประเพณีการรบระหว่างประเทศในขณะที่มีโอกาสนั้น ทำให้สุดท้ายเขาก็กลายเป็นผู้พ่ายแพ้ แต่ศัตรูเริ่มพื้นคืนพลัง และเรียนรู้ทุกๆอย่างจากฮันนิบาลเพื่อมาทำลายเขาเอง

แน่นอนสิ่งที่อาจจะดีก็คือ ประสบการณ์ของโรมเกี่ยวกับฮันนิบาลนั้นเลวร้ายจนทำให้โรมเองลุกขึ้นมาพัฒนาและจัดระเบียบการทหารใหม่จนสามารถกลายเป็นจักรวรรดิที่เรืองอำนาจครอบครองและสร้างความเจริญในโลกยุคโบราณได้อย่างที่เราทราบกันในยุคต่อๆมา

ที่เล่ามาก็มาจากที่ BBC มาทำเป็นหนังนะครับ รายละเอียดต่างๆก็ยังเป็นที่ถกเถียงในประวัติศาสตร์ครับ  ประวัติศาสตร์ที่ตรงกว่าจริงอยู่ที่นี่ครับ

บทเรียนสำคัญคือการรบจะต้องจัดการให้ถึงที่สุด อย่าปล่อยเชื้ออะไรไว้ ไม่เช่นนั้นมันอาจจะกลับมาทำร้ายเราได้

บทเรียนทางการเมืองไทย ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 มาจนถึงการปฏิวัติ 2549 นั้น หากเราไม่ได้มองว่าที่เขาทำนั้นถูกหรือผิด จะเห็นได้ว่าผู้นำในแต่ละยุคก็มักจะซำ้ความผิดผลาดเดิมๆที่ฮันนิบาลทำไว้เมื่อราวสองพันกว่าปีมาแล้ว การไม่ทำอะไรที่เด็ดขาดและจัดการเรื่องต่างๆจนถึงที่สุด  ความเป็นผู้ดีแบบไม่จำเป็นย่อมส่งผลให้พวกเขาพ่ายแพ้ต่ออำนาจเดิมในยุคนั้นที่โตกลับมาใหม่และมีความสามารถมากกว่าเดิม  และสุดท้ายผู้นำเหล่านั้นก็มักจะไม่มีแผ่นดินจะอยู่จนเสียชีวิตในที่สุด

The war must be completed.

สุนิตย์ 4-1-08